สั่งซื้อผ่าน PAYPAL


หรือผ่านบัตรเครดิต ได้ที่นี่!


ยาชนิดใด? จำนวน?
บัญชีชำระเงินยาเกร็กซี่

ตรวจสอบสถานะพัสดุ

Tag Cloud

grakcu grakcu capsule ซื้อยาเกร็กคู ซื้อยาเกร็กซีที่ไหน ซื้อเกร็กซี ตัวแทนจำหน่ายเกร็กคู ยาจีนบำรุงร่างกาย ยาจีนบำรุงหัวใจ ยาจีนแผนโบราณที่ได้รับความนิยม ยาบรรเทาอาการโรครูมาตอยด์ ยาบรรเทาอาการโรคเก๊าท์ ยาบำรุงตับ ยาบำรุงเลือด ยาบำรุงไต ยา บํา รุ ง เพศ ชาย ยารักษาโรครูมาตอยด์ ยารักษาโรคเก๊าท์ ยาสมุนไพรจีน ยาเกร็กคู ยาเกร็กซี ยาเกร็กซีขายที่ไหน ยาเกร็กซี่ ยาแก้ฉี่น้อย ยาแก้ฉี่ไม่ออก ยาแก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ยาแก้ต่อมลูกหมากโต ยาแก้ปวดกระดูก ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้รูมาตอยด์ ยาแก้เบาหวาน ยาแก้โรครูมาตอยด์ ยาแก้โรคเก๊าท์ ยาแทกก้า ยาแท็กก้า ยาแท้กก้า ยาแท๊กก้า ยาแพนทูร่า สรรพคุณยาเกร็กคู สรรพคุณยาแพนทูร่า สั่งซื้อเกร็กซี เกร็กคู แพนทูร่า โปรโมชั่นยาเกร็กซี่ โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์

ความรู้ทั่วไปของโรคที่เกี่ยวกับยา

ความรู้ทั่วไปของโรคที่เกี่ยวกับยาเกร็กซี่ เช่นโรคเก๊าท์, โรครูมาติก, โรครูมาตอยด์, อาการปวดข้้อต่างๆ

โรคข้อเข่าเสื่อม-Osteoarthritis of the knee

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 2.0/5 (1 vote cast)

โรคข้อเข่าเสื่อม-Osteoarthritis of the knee

ข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาที่พบมาในคนไทย เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนที่ห่อหุ้มปลายกระดูกตรข้อต่อ และเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า มีอาการอักเสบ เกิดอาการปวด บวม แดงร้อน เป็นโรคที่พบได้มากในคนสุงอายุ สร้างความทุกข์ทรมาณแก่ผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก นอกจากร่างกายทุกส่วนจะเสื่อมโทรมลงแล้ว หัวเข่าที่ช่วยในการทรงตัว การยืน เดิน สูญเสียการทำงาน ทำให้คุรภาพชีวิตลดลง ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอยู่มาก โรคเข่าเสื่อมยังทำให้โรคอื่นกำเริบเช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อันเนื่องจากความเจ็บปวดทำให้ยากต่อการออกกำลังกายต่อการทำงาน

โครงสร้างของข้อเข่า

ข้อเข่าของคนเรามีโครงสร้างและการทำงานที่ซับซ้อน ประกอบไปด้วยกระดูกแข็ง 3 ส่วนคือ

ส่วนปลายของกระดูกต้นขา (femur) ซึ่งเป็นกระดูกส่วนบนของเข่า

ส่วนหัวของกระดูกหน้าแข้ง (tibia) ซึ่งเป็นกระดูกส่วนล่างของข้อเข่า

กระดูกลูกสะบ้า (patella) ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเข่า

รูปประกอบข้อเข่าเสื่อมผิวของข้อเข่าจะมีกระดูกอ่อนหุ้มอยู่ มมีลักษณะเรียบและเป็นมันคล้ายแก้วมีน้ำอยู่ประมาณ 70-80% กระดูกอ่อนจะไม่มีีหลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง และเส้นประสาท มีเซลล์คอนโดไซต์(chondrocytes) จำนวนหนึ่งเรียงเป็นระเบียบ มีเส้นใยคอลลาเจน มีโปรตีน โปรตีโอไกลแคน(Proteoglycan) ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่น กระดูกอ่อนช่วยในการรองรับน้ำหนักและทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่นรุ่มนวลไม่มีการเสียดสีของกระดูก

ระหว่างกลางของกระดูกอ่อนต้นขาและกระดูกหน้าแข้ง ในบริเวณด้านชิดนอกยังมีกระดูกอ่อนรูปครึ่งวงกลมอีก 2 ชิ้น เรียกว่าหมอนรองเข่า(meniscus) ส่วนหน้าและส่วนหลังของหมอนรองเข่าจะติดอยู่กับปลายบนกระดูกแข็ง ด้านบนเป็นรูปเว้าสัมผัสอยู่กับผิวข้อของกระดูกต้นขา ส่วนขอบนอกจะยึดติดอยู่กับผนังเปลือกหทุ้มข้อเข่า หมอนรองเข่าทำหน้าที่เป็นหมอนรองรับน้ำหนัก กกระจายน้ำหน้าและกระจายน้ำไขข้อ เสริมความแข็งแรงของหัวเข่า ทำให้ผิวข้อมีสัมผัสเคลื่อนไหวสะดวก พบว่า่ช่วยลดแรงเค้นต่อเซลล์กระดูกผิวอ่อนได้ถึง 50% ในท่ายืน กระดูกก่อนที่มีสภาพดีจะมีสภาพยึดหดคืนตัวได้ดีหลังการเคลื่อนไหวหรือการรับน้ำหนัก

ภายในข้อเข่าจะมีน้ำหล่อลื่นภายในข้อเรียก Synovial fluid มีอยู่ประมาณ 2-5 มิลลิเมตรซึ่งจะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อรอบเข่าซึ่งป้องกันการสึกกร่อนของข้อ และฉาบผิวกระดูกอ่อนเสมือนกับเป็นน้ำมันหล่อลื่น น้ำหล่อลื่นนี้กรองมากจากน้ำเหลืองบริเวณเยื่อบุข้อเข่าที่นุ่มและเรียบ เป็นที่รวมของหลอดเลือด น้ำไขข้อประกอบด้วยไฮยาลูโรแนน (hyaluronan) ทั้งหมดนี้จะเป็นอาหารหล่อเลี้ยงกระดูกอ่อนด้วย การซึมผ่านของอาหารเข้ากระดูกอ่อนจำดีขึ้นเมื่อได้รับแรงกดเป็นระยะ เช่น จากการเดิน และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนซึ่งนอนปว่ยอยู่อยู่บนเตียงนานๆ กระดูกก่อนจะสึกกร่อน

เยื่อบุของข้อ (synovial membrane) คือเยื่อบุด้านในของเปลือดหุ้มข้อและส่วนกระดูกท่อยู่ในขอบเขตของเปลือกหุ้มข้อ เยื่อบุของข้อแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกประกอบด้วยเซลล์บุผิว ชั้นใจเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน หลายชนิด เยื้่อบุข้อมีหน้าที่ควบคุมความเข้มข้นของสารต่างๆภายในข้อ นำอาหารจากเลือดมาเลี้ยงในข้อ

นอกจากนั้นภายใจหัวเข้าและโดยรอบจะมีเส้นเอ็นมาดมายยึดกระดูกไว้ให้ข้อแข็งแรงมั่นคง และมีกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับข้อเข่า หากคุณมีกล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรงจะช่วยดึงยึดให้เข่ายังคงรูปร่างและเจ็บปวดน้อยลง

สำหรับคนที่สามารถรักษาให้เข่ายังคงสภาพแข็งแรง สามารถเดินได้คล่อง แม้อายมากแล้ว ถือว่าเป็นคนยอดเยี่ยม โครงสร้างทุกส่วนขอเข่ายังดีอยู่ แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเข่ามีการบาดเจ็บ จะต้องรีบรักษาอย่ามัวแต่ทำงาน หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บซ้ำซากมากขึ้นทุกวัน จากการเดินเหิน ลุกยืนธรรมดาด็ทำให้มีอาการปวดบวมมากขึ้น จนเกิดเข่าเสื่อมและทุกข์ทรมานไปอีกนาน

กลไลการเกิดข้อเข่าเสื่อม

เข่าของคนเราเป็นข้อที่ใหญ่และต้องทำงานมากทำให้กเกิดโรคที่เข้าได้ง่าย โรคข้อเข่าเสื่อมหมายถึง การที่กระดูกออ่นข้องข้อไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งมีการเสื่อมสภาพ นุ่มลงเป็นหย่อมๆ ผิวไม่เรียบมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกระดูกอ่อนหมดไปเลยก็มี เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรองรับน้ำหนัก และมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเข่าก็จะเกดการเสียดสี เกิดอาการเจ็บปวด และเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนเพิ่มขึ้น อาจจะเกิดเสียงดังในข้อขณะเคลื่อนไหว

ข้อเข่าที่เสื่อมจะมีการอักเสบ เยื่อหุ้มข้อก็จะมีอาการสร้างน้ำข้อเข้าเพิ่ม ทำให้เกิดอาการบวม ดึงและปวดของข้อเข่า เปลือกหุ้มข้อหนาตัวขึ้น เอ็นรอบข้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ขนาดของข้อเข่าใหญ่ขึ้น บางครั้งเปลือกหุ้มข้อที่หนาตัวขึ้นไปยึดติดกับข้อกระดูก ทำให้ข้อเข่าผืดหรือติดยึด เหยีดขาได้ไม่สุด

เมื่อเกิดเข่าเสื่อมมากขึ้นจะมีการงอกของกระดูกขึ้นมาที่เรียกว่า osteophytes อาจงอกตรงขอบกระดูก แต่กระดูกบางจุดก็มีฌพรงข้างใน ทำให้มีการเสียดสีและเจ็บปวดมากขึ้น ถ้ามีเศษกระดูกลอยอยู่ในข้อเข่า อาจทำให้เข่ามีอาการติดล็อกส่วนกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงเข่า เช่นกล้ามเนื้อต้นขาจะลีบลง เพราะขาดการใช้งาน ความแข็งแรงมั่นคงของเข่าลดน้อยลง เข่าทรุด การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ

ในรายที่เป็นรุนแรง ข้อเข่าก็จะมีอาการโก่งงอ อาจจะโก่งเข้าหรือโก่งออก หรือแอ่นไปข้างหลัง ในที่สุดผู้ป่วยต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน หรือบางคนก็ต้องรักษาโดยการเปลี่ยนหัวเข่าเทียม หรือไม่ก็ต้องนั่งรถเข็นตลอดไป

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

เป็นเรื่องไม่ยากที่จะทราบว่าเริ่มเป็นเข่าเสื่อมแล้ว โดยร่างกายจะส่งสัญญานเตือนดังต่อไปนี้คือ

  • อาการปวดเข่าเป็นอาการที่สำคัญ เริ่มแรกจะปวดเมื่อยตึงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเข่าหรือบริเวณน่อง เริ่มแรกจะปวดเมื่อยพอทนได้ เป็นๆหายๆ ลองสำรวจด้วยตนเองด้วยการนั่งบนเก้าอี้ วางเท้า2 ข้างของคุณบนพื้น แล้วเหยียดขาขึ้นลงที่ละข้างพร้อมกับเอามือคลำดูที่หัวเข่า ถ้ามีเสียงกรอบแกรบแสดงว่าเข่าหลวมอันเป็นลักษณะของเข่าเสื่อม
  • ลูกสะบ้าเสื่อมจะมีอาการปวดด้านหน้าของเ้ข่า และด้านในบริเวณานกระดูกสะบ้า และปวดร้าวไปบริเวณโดยรอบ
  • ปวดบริเวณเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว ลุกนั่งหรือเดินขึ้นบันไดไม่คล่องเหมือนเดิม
  • มีอาการเข่าอ่อน เข่าทรุด เดินลงน้ำหนักไม่ได้เต็มที่ คล้ายขาสั้นข้างยาวขา หรือตัวเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง เพราะเข่าเจ็บ ทำให้พลาดล้มได้ง่าย
  • บางครั้งมีเสียงในข้อ เมื่อเคลื่อนไหวผู้ป่วยจะรู้สึกมีเสียงในข้อ รู้สึกเหมือนกระดูกกระทบกันเพราะผิวข้อไม่เรียบ
  • ข้อเข่าเสื่อมมักไม่มีแดงหรือร้อน ถ้าข้อมีการอักเสบก็จะเกิดข้อบวมมีน้ำในเข่า กดแล้วเจ็บมากขึ้น
  • บางครั้งมีอาการเข่าฝืดหรือยึดติดเมื่ออยู่ในท่าเดียวนานๆ หรือหลังจากตื่นนอน คุณไม่สามารถเหยียด หรืองอขาได้สุดเหมือนเดิม เนื่องจากมีการยึดติดภายในข้อ คนปกติจะเคลื่อนไหวข้อเข่าระหว่าง 0-140 องศา
  • ใส่รองเท้าส้นสูงเพียงเล็กน้อยก็ปวดหัวเข่า
  • สัญญานเตือนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีทุกข้อที่กล่าวมา เพียง2-3 ข้อก็น่าสงสัยและควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาอาการเข่าเสื่อมได้แล้ว
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 2.0/5 (1 vote cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

โรคข้อกระดูกเสื่อม

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

โรคข้อกระดูกเสื่อม

(Osteoarthritis)

ข้อกระดูกเสื่อม

โรคข้อกระดูกเสื่อมเกิดจากมีการเสื่อม สึกกร่อนของข้อต่างๆของร่ายกาย พบเป็นสาเหตุอันดับแรกของอาการปวดข้อเรื้อรังทั้งหลาย arthritis มาจากภาาาละตินแปลว่า “การอักเสบของข้อต่อ” โรคข้อกระดูกเสื่อมเป็นไปตามวัย ตามสภาพการใช้งานมามาก พบมากในคนแก่คนชรา เริ่มพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาน 3 เท่า เพราะผู้หญิงมีลักษณะโครงกระดูและกล้ามเนื้อที่อ่อนแอกว่าผู้ชาย

เริ่มแรกเกิดกับกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ปลายกระดูกมีการสึกกร่อนมีการสร้างเอนไซม์โปรติเอส(protease) และคอลลาจีเนส(collagenase)มาก ออกมาทำลายเนื้อกระดูกและเืนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อ ทำให้การรับน้ำหนักของ้อไม่ดี เมื่อสึกกร่อนมากจนโหว่แหว่ง ทำให้เวลาเคลื่อนไหวกระดูที่รองรับอยู่ข้างใต้จะเกิดอาการเสียดสีกันโดยตรง ทำให้บริเวรนั้นเกิดอาการปวดบวม แดง ร้อน เนื้อเยื่อเหล่านั้นบวม ถูกทำลายอย่างเรื้อรัง มักเกิดกับข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อกระดูต้นคอ ข้อกระดูกสันหลัง ข้อสะโพก เมื่อเวลาผ่านไปนานจะมีกระดูกงอกเข้าในข้อหรืองอกคล้่ายหนาม และมีเศษกระดูกลอยอยู่ในข้อ จำทำให้เกิดอาการปวดข้อมากขึ้น และเคลื่อนไหวลำบาก บางครั้งอาจมีการอักเสบแบบเฉียบพลันรุนแรงหากโดนกระทบกระแทก โรคนี้ไม่ค่อยมีโรคแทรกซ้อนที่อันตรายรุนแรง แต่จะมีอันตรายที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดอย่างยาวนาน

ตำแหน่งที่พบมากในคนไทยคือข้อเข่า คาดว่ามาจากวัมนาธรรมของการนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า ซึ่งบริเวณข้อเข่าจะถูกกดทับ ขณะที่ถูกกดทับนั้นนอกจากกระดูกอ่อนเกิดการเสียดสีมากแล้ว การไหลเวียนของเลือดยังยากขึ้น อาหารที่ไปเลี้ยงบริเวณกระดูกก่อนยังถูกตัดขาดไปชั่วครู่ นานๆเข้าหลายปีกระดูกอ่อนจะอ่อนแอเกิดการสึกกร่อนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตกที่นิยมการนั่งเก้าอี้แล้ว คนในประเทศตะวันตกมีปัญหาข้อเข่าเสื่อมน้อยกว่าคนไทย นอกจากข้อเข่าเสื่อมเป็นอันดับหนึ่งแล้ว รองลงมาคือ ข้อเท้าเสื่อม ข้อหัวแม่เท่า ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ กระดูกสันหลังส่วนต้นคอ ส่วนบั้นเอว และข้อตะโพก

*ทางเราแนะนำยาสมุนไพรเกร็กซี่ที่มีสรรพคุณ บำรุงรักษาและชะลอโรคข้อกระดูกเสื่อมได้เป็นอย่างดี

ทราบอย่างไรว่าเป็นโรคข้อกระดูกเสื่อม

เนื่องจากโรคนี้จะค่อยๆเป็นและเป็นได้กับทุกข้อของร่างกายได้แก่ ข้อนิ้ว ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อกระดูกสันหลัง ข้อมือ ข้อเท้า การสังเกตเห็นอาการตั้งแต่เริ่มแรก จะช่วยให้คุณมีร่างกายแข็งแรง หากได้รับการรักษา และระมัดระวัง ในการใช้ข้อ  เหมือนกับคำโบราณที่ว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

อาการเริ่มแรกที่บ่งบอกว่า ข้อต่างๆ ในร่างกายเริ่มมีการอักเสบแล้วคือ

-         เริ่มมีอาการปวดเมือย ปวดข้อแต่ปวดไม่มาก แล้วอาการปวดมากขึ้น เมื่อทำงานหนักหรือทำงานนาน เมื่อหยุกพักก็หาย แต่จะมีอาการปวดข้อบ่อยขึ้นเรื่อยๆ กดแล้วเจ็บปวดมากขึ้น

-         ลักษณะการปวดจำปวดลึกอยุ่ด้าานในข้อมือ เมื่ออากาศเย็นหรืออากาศหนาวจะปวดข้อมากขึ้น

-         เคลื่อนไหวข้อลำบากเพราะมีการดึงรั้งหรือหดตัวของเยื่อหุ้มข้อการหดเกร็งกล้ามเนื้อบางส่วนรอบข้อ การเสียดสีของกระดูก ผู้ป่วยจะมีอาการรู้สึกขัดในข้อเมื่อเคลื่อนไหว เป็นอย่างเรื้อรังแรมเดือนหรือปี บางครั้งอาจมีเสียงดังกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหว ถ้าเป็นที่ข้อสำหรับใช้เดินเช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อเท้า เวลาเดินจะทำให้ปวดมากขึ้น เดืนมากไม่ได้ นั่งยองๆไม่ได้ เขียนหนังสือมากไม่ได้ ถ้ากระดูกต้นคอเสื่อมก็จะปวดเวลาก้ม แหงนคอ เอียงคอ เสื่อมนานเข้าอยู่เฉยๆก็มีอาการปวด

-         ข้อกาจจะติดในตอนเช้า สักครู่ เมื่อเหยียดแข้งเหยียดขา เหยียดข้อ หรือนวดสักพัก อาการปวดจะหายไป แต่ข้อไม่คิดนานนับชั่วโมงในตอนเช้าเหมือนโรครูมาตอยด์ นอกจากมีอาการปวดข้อขัดดึงตอนเช้าหลังตื่นนอน ยังมีอาการข้อติดขณระพักข้อนั้นนาน หรือเวลานั่งนานๆ พอขยับข้อนั้นสักพักก็จะรู้สึกดีขึ้นคือหายจากอาการติดขัด

-         ถ้ายังไม่ไปพบแพทย์ การสึกกร่อนยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ทุกชั่วโมงข้อปวดบวมมากขึ้น อาจมีการเข่าทนุก ขาอ่อนแรง มีอาการปวดข้อตลอดทั้งวันจนรบกวนการนอนหลับ กลายเป็นคนหลับยาก หากคุณมีอาการหลายอย่างเหล้านั้น โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกอย่าง ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา เล่าถึงอาการปวด เริ่มปวดมานานหรือยัง ปวดที่ตำแหน่งใดบ้าง ปวดมากตอนไหน พักผ่อนแล้วหายหรือไม่

-         ข้อบวมมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีน้ำขังอยู่ในข้อ ข้อที่อักเสบมีขนาดใหญ่โดตขึ้นเนื่องจากมีการสร้างกระดูกอ่อน เส้นเอ็น และเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้นมามาก ส่วนกล้ามเนื้อร้อบข้ออ่อนแรงลง ลีบเล็กลงเพราะขาดการออกแรง เนื่องจากการออกกำลังจะทำให้ปวดข้อเหล่านั้นมากขึ้นไปอีก ระยะเวลาที่ข้ออักเสบจนมีขนาดใหญ่ขึ้นใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รีบรักษา โอกาสที่ข้อเปลี่ยนรูปร่างใหญ่โตแทบจะไม่มี

-         ข้อหลวมคลอน ไม่มั่นคง หลวมในทิศทางซ้ายขวาหรือในทิศทางหน้าหลัง เพราะการสึกกร่อนทำลาย และการบวมจะทำให้ข้อหลวม หากเป้นที่ข้อเข่าหลวมเวลาขยับจะรู้สึกได้เอง

-         ข้อกระดูกเสื่อมมากจนถึงกับทำให้กระดูกมีรูปร่างเลี่ยนไป มีกระดูกแข็งงอนขึ้นมาเป็นติ่งตรงด้านข้างโดยรอบจ้อ คลำภายนอกรู้สึกได้ว่าแข็งเหมือนกระดูก และเมื่อฉายเอ็กซ์เรย์ พบรอยกระดูกชัดเจน ทำให้ข้อต่อผิดรูป ข้อเข่าผิดรูป ขาโก่ง ขาเก ข้อนิ้วที่เป็นกระดูกเสื่อม จะมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจมีกระดูกปูดโปนออกมา ทำให้ข้อเหล่านั้นเคลื่อนไหวลำบากมาก กำมือหรือเหยียดนิ้วได้น้อยลง ถ้าบั้นเอวเสื่อมก็จะก้มเงยลำบาก ยกของหนักไม่ได้ จนกระทั่งบั้นเอวบิดเบี้ยว อาจปวดร้าวไปที่ต้นขา บางรายกระดูกทับประสาทที่ควบคุมการปัสสาวะ เป็นโชคร้านที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดอยุ่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากนิ้วมือเสื่อม ที่ปลายนิ้วมักโป่งนูนออก และโป่งนูนที่ข้อกลางนิ้วมือด้วย แต่ที่โคนนิ้วมือ จะปกติ หากเป็นกระดูกสันหลังเสื่อมนานเข้าก็จะมีกระดูกงอกออกมาทางด้านข้างเช่นกัน บางครั้งก็ไปกดทับหรือสะกิดระคายเคืองเส้นประสาทไขสันหลังทำให้ปวดร้าวไปที่ต้นคอ ปวดร้าวไปที่หัวไหล่หรือปวดร้าวไปที่ต้นขา

สาเหตุข้อเสื่อม

สาเหตุของข้อกระดูกเสื่อม

-        ความแก่ชรา ความเสื่อมของร่างกาย เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด พบในคนอายุที่มากกว่า 40 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมากจะพบว่าเป็นกันมาก เนื่องจากคนสูงอายุจะมีโปรตีนโอไกลแคน (Proteoglycan) และไกลโคซามิฌนไกลแคน (Glycosaminoglycan) ลดลง เส้นใยคอลลาเจนบางลง เลือดที่มาเลี้ยงกระดูกใต้กระดูกอ่อนน้อยลง ทำให้มีการซ่อมแซมกระดูกน้อยลง เกิดเป็นโรคข้อกระดูกเสื่อม

-        การลดลงของฮาร์โมนเพศเอสโตรเจน พบได้ในหญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติเพราะมีเอสโตรเจนน้อย ผู้หญิงที่ตัดรังไข่ทิ้ง เอสโตรเจนมีความสำคัญต่อการสร้างซ่อมแซมกระดูกอ่อน รวมทั้งเซลล์นอกกระดูกอ่อน ช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำให้เซลล์เสื่อมเร็ว

-        มีโรคที่ไปทำให้กระดูกอ่อนถูกทำลาย เช่น โรคข้อจากผลึกซีพีพีดี หรือเกิดหลังจากมีการติดเชื้อโรคในข้อ

-        ข้อกระดูกได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา หรือจากการทำงานหนัก การใช้ข้อมาก ทำให้ข้อกระดูกเสื่อมก่อนวัย

-        ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ มีส่วนอย่างมากในการเสื่อมของข้อนิ้วมือ ถ้ามีญิาตพี่น้องเป็น จะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากยีน

-        การเปลี่ยนแปลงทางภูมิคุ้มกันหรือมีโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อกระดูกอ่อนหุ้มปลายกระดูก

-        อายุน้อยกว่า 45 ปี มักเป็นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาจเกิดจากอุบัติเหตุและการใช้ข้อมาก สำหรับกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 45 ปี มักเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะหมดประจำเดือนแล้วข้อจะเสื่อมเร็วมาก

-        ปัจจัยทางด้านสารอาหาร ทานไม่ได้สัดส่วน มีสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ ทานแคลเซียมน้อยเกินไป ทานอาหารที่มีฟอสฟอรัสมากเกินไปทำให้เสียสมดุลแคลเซียมฟอสฟอรัสในเลือด มีการดึงแคลเซียมออกจากกระดูก แคลเซียมจะมารวมกันเป็นกระดูกงอกมีลักษณะขรุขระคล้ายหินปูนเกาะอยู่ตามข้อ เวลาเคลื่อนไหวข้อจึงทำให้เกิดอาการปวดขัดในข้อ การขาดวิตามินดี ที่ช่วยในการสร้างกระดูก ขาดสารต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน

-        อาชีพที่ต้องใช้ข้อในท่าเดียวกันนานๆ เช่น อาชีพที่ต้องยืนนานๆ หรือนั่งโต๊ะทำงานทั้งวัน ไม่ค่อยเดินไปไหน ไม่ค่อยออกกำลัง ทำให้กล้ามเนื้อลีบ เล็ก เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีภาวะเสื่อมของข้อหลายแห่งพร้อมกัน หรือมีอาการแสดงเพียง 1-2 ข้อเท่านั้น

-        การฉีดยาหรือสารเคมีเข้าข้อซึ่งต่อมาทำให้ข้อเสื่อม

-        จากการศึกษาพบว่าคนที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกสูง ซึ่งทำให้มีแรงกดลงบนกระดูกอ่อนมากขึ้น เกิดการสึกกร่อนของข้อได้ง่าย แต่เมื่อเป็นข้อเสื่อมแล้วในบุคคลเหล่านี้จะมีการซ่อมแซมข้อต่อได้ดีกว่าผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน

-        ความอ้วน น้ำหนักที่กดทับข้อต่อเช่น หัวเข่า ข้อสะโพก กระดูกสันหลังมาก และพบว่าเป็นปัจจัยที่เห็นได้ชัดเจน

*ทางเราแนะนำยาสมุนไพรเกร็กซี่ที่มีสรรพคุณ บำรุงรักษาและชะลอโรคข้อกระดูกเสื่อมได้เป็นอย่างดี

การรักษาโรคกระดูกเสื่อม

เมื่อสำรวจตนเองแล้วสงสัยว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับข้อ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรับการรักษา จะได้บรรเทาอาการปวดข้อ ยับยั้งการเสียหายทำลายข้อกระดูกที่จะเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ควรเล่าอาการปวดให้แพทย์ทราบว่าเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ปวดบริเวณไหนบ้างและปวดนานแค่ไหน ปวดตอนไหนบ้าง คุณจะได้รับการตรวจคลำดูความิดปกติของข้อ และอาจได้รับการฉายรังสีเอ็กซ์เรย์ ซึ่งจะบอกได้ว่าเป็นข้อกระดูกเสื่อมและมีการสึกกร่อนไปมากน้อยเพียงใด มีกระดูกงอกหรือมีแนวข้อต่อเปลี่ยนไปหรือไม่ ส่วนการเจาะเลือดตวจหรือตรวจปัสสาวะมักให้ผลปกติในโรคนี้ ยกเว้นเสียแต่คุณมีหลายโรคจึงต้องตรวจทางห้องปฎิบัติการ ซึ่งอาจทำให้ค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ ถ้าคุณไม่เคยตรวจสุขภาพใน 1 ปี ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย เพราะควรอย่างยิ่งสำหรับคนอายุ 35 ปี ขึ้นไป ที่จะต้องตรวจสุขภาพปีละครั้ง การดูแลตนเองเมื่อปวดข้อกระดูทำดังนี้

  1. หลังได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการปวด ให้พักจ้อที่ปวด และปรคบด้วยน้ำแข็งห่อผ้าหรือแผ่นร้อน-เย็น (cold-hot pack) ทันทีประมาณ 15 นาที และทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลพร้อมกับน้ำ 1 แก้ว ถ้าเป็นที่เท่าอาจจะใช้เท้าแช่ในน้ำเย็น เพื่อลดอาการบวมและปวด และทำอีก 2-3 ครั้ง ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก หากใช้กับบริเวณที่เส้นประสาทอยู่ตื้นเช่น ที่ข้อศอก ด้านนอกข้อเข่า ต้องระวังอย่าให้เย็นเกินไป อย่าประคบนานไปเพราะจะทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นอ่อนแอลง คนที่มีอาการมือซีดเหี่ยว ถูกกับความเย็นไม่ได้ ก็ต้องระวังเช้นกันรวมทั้งคนที่มีการไหลเวียนของเลือดไม่ดี หลังบากเจ็บ 24 ชั่วโมงไปแล้ว ควรประคบน้ำอุ่นครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครัง เพื่อลดอาการอักเสบ และใช้ขี้ผึ้ง น้ำมันระกำ(salicylate oinment) หรือยาหม่องทานวด แล้วใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด(elastic bandage) พันพอแน่นพอดีไม่ให้รัดเกินไป และพักการใช้ข้อที่ปวดบวม ซึ่งอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนเช่น ถ้าปวดข้อเท้าควรนอนพักผ่อน อย่ายืนหรือเดิน หรือนั่งห้อยเท้า เวลานั่งควรยกข้อเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง ถ้าปวดข้อมือก็อย่าใช้ข้อมือข้างนั้นทำงานเช่น อย่ายกของ อย่าซักผ้า ควรพักจนกว่าอาการปวดจะทุเลา ซึ่งอาจกินเวลาหลายวันแล้วค่อยๆ เคลื่อนไหวบริหารข้อนั้นให้คืนสู่สภาพปกติ ยาพาราเซตามอลไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 10 วัน เนื่องจากจะมีผลต่อตับ และควรระวังในผู้ป่วยสูงอายุรวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
  2. เมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาและแพทย์แจ้งให้คุณทราบว่าเป็นโรคอะไรแล้ว ให้คำแนะนำในการทานยาแล้ว คุรควรปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด ยาแก้ปวดอักเสบมักเป็นยาที่ต้องทานหลังอาหารทันที ซึ่งต่างจากยาทานหลังอาหารโดยทั่วไป ซึ่งจะหมายถึงทานหลังอาหาร 30 นาที ส่วนใหญ่แพทย์ให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์มาทาน ซึ่งมีอยู่หลายตัวยาด้วยกัน ยากลุ่มนี้ไม่ควรทานมากเกินกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะแพทย์อาจให้ในปริมาณที่สูงอยู่แล้ว หากทานยาไม่หายปวดควรไปแจ้งแพทย์ดีกว่า ยาเหล่านี้มีอาการค้างเคียงคล้ายกันคือ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ เวียนศรีษะ ต้องทานหลังอาหารทันที จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ สำหรับผู้สุงอายุ ผู้ป่วยโรคกระเพาะ และู้ที่มมีโรคประจำตัว ควรระมัดระวังในการใช้ยาเหล่านี้
  3. แพทย์อาจให้คุณรับการกายภาพบำบัดที่แผนกในโรงพยาบาลซึ่งได้แก่การบรรเทาปวดและลดการอักเสบด้วยความร้อนลึกคือเครื่อง Short wave diathermy หรือเครื่องอัลตร้าซาวด์ บรรเทาปวดด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าการบรรเทาปวดด้วยความร้อนตื้นบริเวณผิวหนังลึึกไม่เกิน 1 ซม. ด้วยถุงผ้าร้อนขนาดใหญ่ สามารถประคบทั้งแ่ผ่นหลังได้ นอกจากนี้คุณอาจได้รับเครื่องช่วยพยุงในการเดินเช่น ไม้ค้ำยัน ไม้เท้า หรือได้สนับเข่ามาสวมเพื่อพยุงข้อกระดูกที่เสื่อม หรือได้ผ้ายึด (elastic bandage) พันข้อที่ปวด หรือได้รับการเข้าเฝือก การดึงคอหรือใส่ปลอกคอถ้าปวดบริเวณคอ ถ้าปวดกระดูกสันหลังอาจได้เสื้อกั๊กเหล็กเพื่อพยุงหลัง แล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์
    short wave diathermy

    short wave diathermy

  4. ควรเน้นที่การพักใช้ข้อมือจะดีกว่าการใช้ยามากเพื่อลดอาการปวดแล้วฝืนไปทำงาน ระหว่างการพักข้อสามารถประคบร้อนในตอนเช้าหรือประคบเย็นเมื่อรู้สึกปวดร้อนเ่ข่า จะช่วยลดอาการปวดได้ การใช้ยาทาถูนวดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้ ระหว่างนี้ควรออกกำลังกายด้วยการเกร็งกล้าามเนื้อโดยไม่กระทบต่อข้อกระดูที่เจ็บปวด ยิดเส้นยืดสายเบาๆ ทีละน้อยเท่าที่ทำได้โดยไม่ให้เจ็บปวดมากนัก ไม่ควรใช้หมอนวดมาจับเส้น นวด ดัด ถู ให้เพราะอาจไปโดนบริเวณเส้นเอ็นฉีกขาดทำให้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้น
  5. พยายามหลักเลีี่ยงสิ่งที่จะทำให้อาการปวดข้อกำเริบ ไม่งอเข่ามากเช่น นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ หรือปั่นจักรยานคันเล็กไปเพราะต้องงอเข่ามาก ไม่ควรอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน เช่น อย่าก้มนาน อย่านั่งนาน อย่ายืนนาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆเช่น หลังจากทำงานนาน 1 ชั่วโมง ควรพักและลุกขึ้นเดินสัก 2-3 นาทีเป็นต้น ควรมีอิริยาบถการยืนที่ถูกต้อง คือยืนตัวตรง ปล่อยแขนตามสบาย ไม่ยยืนหลังงอหรือยืนพุงแอ่น การนั่งหลังตรง หากมีพนักพิงควรเอนไปข้างหลัง 10 องศา ขาวางราบกับพื้น ไม่ใช่นั่งเก้าอี้ตัวสูงขาลอยจากพื้น หรือต้องงอขามาก รวมทั้งท่าทางการนอน กาารยกของ การทำงานที่ถูกต้อง

อริยาบถที่ไม่ควรทำ

  • ไม่นั่งพับเพียบ, ไม่นั่งยองๆ, ไม่นั่งคุกเข่า, ไม่นั่งขัดสมาธิ, ไม่นั่งหลังงอ, นั่งรถในท่าไม่เหมาะสม, ไม่นั่งซักผ้า, นั่งเก้าอี้สูงไปทำให้หลังเกร็ง
  • นั่งเเก้าอี้เตี้ยไปทำให้เอวงอ, อย่านอนราบโดยไม่มีหมอนรองเข่า, นอนเตียงผ้าใบนานทำให้ปวดหลัง, นอนเตียงนุ่มเกินไป, นอนแอ่นหลังทำให้ปวดหลังปวดเอว , โก่งโค้งหยิบของทำให้ปวดหลัง, ไม่ยกของหนักมากด้วยมือข้างเดียวทำให้ไหล่ทรุด, ไม่นอนเหยียดขายาวซ่อมท้องรถ

อริยาบถที่ถูกต้องเช่น

  • นั่งเก้าีกสูงพอดี มีพนักพิงหลังเอน 10 องศา, นอนเตียงสปริงนุ่มพอดี มีหมอนเล็กรองเข่า, นอนตะแคงงอเข่า หรือกอดหมอนข้าง, นอนเหยียดงอเข่าเล็กน้อยซ่อมท้องรถ, ยืนซักผ้าแทนการนั่งซักเอาขาข้างหนึ่งสางบนม้าเตี้ยแล้วสลับขข้างบ่อยๆ
  • ย่อตัวนั่งลงเก็บของ, แบ่งเป็น 1 กระเป๋าหิ้วสองข้าง, ดันของหนักแทนการดึง

6. ถ้ารูปร่างอ้วน น้ำหนักมาก ควรพยายามลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ซึ่งจะช่วยยให้อาการปวดข้อทุเลาได้มาก ข้อไม่้ต้องรับน้ำหนักมาก เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น

7. พยายามบริหารกล้ามเนื้อและส่วนข้อต่อต่างๆ ให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เช่น ถ้าชอบปวดหลังเมื่ออาการปวดทุเลาก็ให้บริหารกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงอยู่เสมอ สามารถป้องกันอาการปวดจากการใช้งานได้เพราะมีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่แข็งแรงช่วยพยุงข้อต่อ

8. ถ้าพักข้อแล้ว กายภาพบำบัดแล้ว ทานยาต้านอักเสบที้ไม่ใช่สเตียรอยด์แล้ว อาการรไม่ดีขึ้นนเท่าที่ควร ภายใน 3-4 สัปดาห์ ยังมีอาการบวมตามขข้อหรือมีอาการปวดร้าวหรือชาตามแจนร่วมกับปวดคอหรือขาร่วมกับปวดหลัง อาจต้องตรวจพิเศษเ้ช่น การเอกซ์เรย์ดูการเปลี่ยนแปลงของข้อ หรือถ้าบวมตามข้ออาจต้องเจาะน้ำในข้อมาตรวจ และเปลี่ยนการรักษาด้วยการให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ตัวอื่นที่ยังไม่ได้ใช้ ใช้ยาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อเสื่อม ถ้าเป็นมากอาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อเป็นครั้งคราว ไม่เกินปีละ 2-3 ครั้ง การฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อเป็นครั้งคราวไม่เกินปีละ 2-3 ครั้ง การฉีดสเตียรอยด์ทำให้กระดูกเสื่อมหรือสลายตัวเร็วขึ้น รัหว่างที่มีอาการปวดก็รักษาทางกายภาพไปด้วย

9. การใช้ยาบำรุงกระดูกอ่อนจำพวกกลูโคซามีนซัลเฟต( Glucosamine Sulphate) หรือคอนดรอยติดซัลเฟต (chondroitin sulphate) ซึ่งจะได้ผลเมื่อใช้ไปนานระยะหนึ่ง ยามีราคาแพง ผู้ป่วยข้อกระดูกเสื่อมมักได้ยาไปทานทุกวันเรื่อยไป **เราแนะนำยาเกร็กซีซึ่งมีราคาไม่แพง เป็นยาสมุนไพรจีน ใช้ได้ผลดีกันทั่วหน้าสำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อต่างๆ**

10. ผู้ป่วยที่ข้อเสื่อมมากจนข้อกระดูกพิการผิดรูปร่าง ใช้งานไม่ได้ อาจต้องทำการผ่าตัดตกแต่างกระดูกตัดเอาติ่งกระดูกแข็งที่งอกออกไปหรือเปลี่ยนข้อเทียมเช่น ข้อเข่าหรือข้อสะโพก หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุ้มค่าต่อผู้ปว่ย

ข้อแนะนำ

  1. มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า สารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ มีส่วนช่วยในการรักษาข้ออักเสบให้ทุเลาลง มีการซ่อมแซมเร็วขึ้น ทั้งนี้หมายถึงว่าทานยาที่แพยท์สั่ง พร้อมกับทานอาหารได้สัดส่วน ทานวิตามิน แร่ธาตุเสริมในปริมาณที่มากกว่าปกติ เป็นการทานในปริมาณเพื่อการรักษาโรค จะทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและสามารถลดปริมาณยาแก้อักเสบหรือยาสเตอรอยด์ ซึ่งมีอาการข้างเคียงมากลงได้
  2. โรคกระดูกข้อเสื่อมมักจะเป็นอย่างเรื้อรัง นอกจากการทานยาลดปวดแก้อักเสบแล้ว ควรปฎิบัติตัวอย่างถูกต้องคือ ฝึกบริหารกล้ามเนื้อรอบๆข้อที่ปวดให้แข็งแรงรวมทั้งบริหารข้ออื่นๆ ที่ไม่ได้ปวดเพื่อป้องกันโรคไว้ก่อนล่วงหน้า พยายามรักษารูปร่างให้พอดี ไม่อ้วนไม่ผอม มีอิริยาบถในการนั่ง นอน ยืน เดินน ท่าทางการทำงานที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ทำให้อาการปวดกำเริบ
  3. ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาชุดมาทานหรือยาลูกกลอนไทยมาทานเอง ยาเหล่านี้มักมียาต้านอักเสบที่ไม่ใช้สเตอรอยด์อยู่ด้วย อาจช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้เร็วก็จริง แต่หากทานเป็นประจำ จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้ เช่นเลือดออกในกระเพาะอาหาร น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง กระดูกพรุน โรคไต ตัวบวม
  4. หลีกเลี่ยงการลองรักษาโดยหมอนวดทั่วไปซึ่งอาศัยการดัด นวดจับเส้น ซึ่งอาจไปถูกส่วนที่มีอาการบาดเจ็บ มีกระดูกแข็งงอก มีเส้นเอ็นฉีก หรือไปพบข้อที่บาดเจ็บให้เสียดสีมากยิ่งขึ้น มีการบาดเจ็บของกระดูกอ่อน เส้นเอ็นและพังผืดโดยรอบข้อมากขึ้น
  5. รักษาโรคอื่นที่ทำให้ข้อกระดูกเสื่อมได้เช่น โรคเบาหวาน โรคเอสวแอลอี โรคเก๊าท์ โรคฮีโมฟิเลีย ต้องพยายามควบคุมโรคนี้ให้ได้เพื่อไม่ใ้ห้มีอาการข้อเสื่อม
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: -1 (from 1 vote)

ข้อเข่าเสื่อม

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 5.0/5 (1 vote cast)

ข้อเข่าเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย หน้าที่หลักของเข่าคือ งอและเหยียดเข้าตรงและหมุนตัวได้เล็กน้อย ประกอบด้วยกระดูก 3 ส่วนคือ ส่วนปลายของกระดูกต้นขา ส่วนต้นของกระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า กระดูกทั้ง 3 ชิ้นนี้มีผิวกระดูกอ่อนคลุมอยู่ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเยื่อหุ้มข้อมีหน้าที่ผลิตน้ำเพื่อช่วยในการหล่อลื่นและลดแรงเสียดทาน

ข้อเข่าเสื่อม

หมายถึง การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนข้อต่อ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดในข้อและกล้ามเนื้อขาเหนือเข่าไม่แข็งแรง กระดูกข้อเข่าที่เสื่อมจะไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ความเจ็บปวดทีี่เกิดขึ้นเป็นเพราะเนื้อเยื่อที่อยู่่ทางด้านหน้า, ด้านข้าง หรือด้านหลังข้อเข่าอักเสบ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม

  1. มักพบในเพศหญิงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
  3. การใช้ข้อเข่าในท่าที่มีแรงกระทำกับข้อเข่ามากเช่น การนั่งยองๆ การนั่งพับเพียบ และการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ การนั่งขัดสมาธิจะทำให้ผิวกระดูกเสียดสีและแตกสลายได้ง่าย
  4. มีความผิดปกติของข้อเข่าตั้งแต่่กำเนิด
  5. การได้รับบาดเจ็บหรือติดเชื้อในข้อเข่า
  6. โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางอย่างเ่ช่น รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ เป็นต้น

อาการของโรค มีปรากฎดังนี้

  1. ระยะเริ่มแรกจะรู้สึกเหมือนข้อเข่าฝืด เวลานั่งเก้าอี้หรือนั่งยองๆ จะลุกขึ้นลำบาก
  2. กระดูกที่เสื่อมจำมีหินปูนเพิ่มขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวข้อเข่าจะได้ยินเสียงเสียยดสีของกระดูก
  3. ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อเข่าลดน้อยลง ทั้งท่างอเข้าและเหยียดเข่าทำให้ไม่สามารถนั่งยองๆได้เหมือนดิม
  4. เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวโครงสร้างเข่าในลักษณะข้อเข่าโค้งออก,เข่าโค้งใน,หรือเข่าชนกัน
  5. เข่าบวมเนื่องจากมีของเหลวงในข้อเข่ามากกว่าปกติ โดยเฉพาะถ้ามีีอาการอักเสบแดง
  6. เดินลำบาก เพราะมีอาการเจ็บขัด
  7. ถ้ามีการเคลื่อนไหวของข้อเท้าหรือขยับกระดูกสะบ้าจะมีเสียงดังขึ้นเนื่องจากมีการเสียดสี

การรักษา

ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคแบ่งได้ 3 ขั้นตอน

1.การรักษาโดยไม่ต้องใ้ช้ยา

- ให้ความรู้เรื่องข้อเสื่อมลดความอ้วน

- การออกกำลังกาย บริเวณกล้ามเนื้อรอบข้อให้้แข็งแรง

- หลีกเลี่ยงปัจจัยทำให้ข้อเสื่อมมากขึ้นเช่น นั่งพับเพียบ, การนั่งยอง , คุกเข่า, ขัดสมาธิ

- การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ เช่น ไม้เท้า, เครื่องพยุงเข่า

2. การรักษาโดยใช้ยา

- ยารับประทาน ลดการอักเสบและแก้ปวด

- ยาลดการทำลายกระดูกอ่อน ผิวข้อ ช่วยปรับสมดุลข้อให้ดีขึ้น

- ยาที่มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมองค์ประกอบของข้อ และยาฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม แต่การใช้ยาฉีดมีผลข้างเคียงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

- ยาสมุนไพรเกร็กซี ซึ่งเป็นยาสมุนไพรจีน สามารถบำรุงข้อกระดูกทั่วร่างกายได้เปนอย่างดี

3. การรักษาโดยการผ่าตัด

- การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง

- การผ่าตัดแก้ความโค้งงอของข้อ

- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ในรายที่ผู้ป่วยเป็นมากๆ จนกระทั่งการรักษาทางยาไม่ได้ผลแล้ว

ท่าออกกำลังกล้ามเนื้อเข่า

การบริหารเข่าเริ่มจากน้อยๆครั้ง เช่น เริ่มทำ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ แล้วเพิ่มไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ทำให้ข้อเข่าปวดเมื่อย

1. ท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวข้อเข่า

- ให้เหยียดเข่า พาดขากับเก้าอี้ค้างไว้ประมาณ 1-2 นาที อาจโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อช่วยยืดกล้ามเนื้อ ทำวันละ 10-20 ครั้ง

- ใช้มือดันกำแพง ก้าวขาไปข้างหน้าครึ่งก้าว งอขาที่อยู่ด้านหน้าย่อตัวลง จนรู้สึกตังที่น่องโดยไม่มีการยกส้นเท้า ทำค้างไว้ 10-15 วินาทีทำ 10 ครั้ง วันละ 3 รอบ

2. ท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มควาามแข็งแรงกล้ามเนื้อ

- ออกแรงเหยียดต้นขาจนสุดกระดกปลายเท้าขึ้น ค้างไว้นับ 1-10 การกระดกปลายเท้าช่วยยืดกล้ามเนื้อน่อง และเพิ่มแรงต้านให้กับกล้ามเนื้อ อาจเพิ่มน้ำหนักถ่วงที่ข้อเท้าถ้าต้องการเพิ่มแรงต้านทานให้มากขึ้น

- นอนราบกับพื้น ยกขาขึ้น แล้วตีขาสลัลเหมือนตีกรรเชียง

- สำหรับผู้สูงอายุ อาจใช้หมอนหนุนใต้เข่า แล้วยกขาขึ้นจนเข่าเหยียดตรง งอเข่า และเหยียดเข่าสลับกัน

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 5.0/5 (1 vote cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

โรคข้ออักเสบแก้และรักษาได้ด้วยยาสมุนไพรเกร็กซี

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

ยาสมุนไพรแก้บรรเทาข้ออักเสบ

คนมีอายุมากๆตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ก็มักมีอาการปวดเข่าประจำตามสภาพของสังขาร

หากเป็นมากต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า

ถ้าเป็นน้อยปวดๆหายๆ ไม่ถึงกับผ่าตัด แพทย์จะให้ยาหรือฉีดยาบริเวณที่ปวดทำให้หายปวดเป็นเดือน หมดฤทธิ์ยาก็ปวดอีก

ถ้าไม่อยากพึ่งยาหมอหละทำไงดีครับ

ในทางสมุนไพรมีสูตรหลายสูตรช่วยบรรเทาปวดได้  เคยแนะนำไปบ้างแล้ว มีผู้นำไปใช้ได้ผลระดับหนึ่งตามสภาพของสมุนไพร

อีกหนึ่งสูตรนำมาบอกเป็นวิทยาทานคือ

ลองทานยา เกร็กซี ดูครับ

ยาเกร็กซีเป็นยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณที่ช่วยรักษาบรรเทาโรคที่เกี่ยวกับกระดูกได้เป็นอย่างดี เช่น โรคข้ออักเสบต่างๆ โรคเก๊าท์ รูมาติก รูมาตอยด์ หรือกระดูทับเส้น เป็นยาสมุนไพรของ อ.ทศพร ที่มีโฆษณาในดาวเทียมหรือช่องเคเบิ้ลทั่วประเทศ และมีชื่อเสียงจากยาเกร็กคู

เรากินยาหมอนานๆใครจะไปรู้ว่า ไตเราจะวายเมื่อไรจริงไหมครับ ลองหันมาทานยาสมุนไพรกันดูครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยาเกร็กซี

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

ยาแก้ปวดหลัง, ยาสมุนไพรแก้ปวดหลัง ยาเกร็กซีช่วยได้

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

ยาแก้ปวดหลัง, ยาสมุนไพรแก้ปวดหลัง ยาเกร็กซีช่วยได้

grakcy-herbal

โรคปวดหลัง เป็นอีกปัญหานึงที่พบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป และมักพบส่วนใหญ่กับคนที่เป็นโรคคกระดูกและข้อ อาการปวดหลังนี้เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้บางคนต้องหยุดทำงาน และขาดรายได้

เราปวดหลังได้อย่างไร?

สาเหตุของการปวดหลังมีหลายสาเหตุเช่น คนที่เคยเกิดอุบัติเหตุ ทำให้มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป้นส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหว และกิจวัตรประจำวันของร่างกายเช่น ยืน เดิน ยกของ เป็นต้น ถ้าเรายืนหรือเดินในท่าที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้งานกล้ามเนื้อหลังมากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อตึงมากขึ้น จนทำให้ปวดหลังได้ ซึ่ง การใช้งานกล้ามเนื้อหลังมากเกิดไป เช่นการยกของหนัก การยืน หรือเดินนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง อย่างนี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ที่ทำให้คนปวดหลัง

ในผู้สูงอายุ จะเริ่มมีการเสื่อมสลายของหมอนรองกระดูกในสันหลัง และข้อต่อระหว่างกระดูสันหลัง , กระดูกพรุนและเกิดกระดูกสันหลังยุบ, หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท

อย่าละเลยเมื่อปวดหลัง

เมื่อมีอาการปวดหลังควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากสาเหตุใด และจึงรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ในแผนปัจจุบัน หรือ ทางเรามียาสมุนไพรจีนชื่อว่ายาเกร็กซีที่สรรพคุณ สามารถรักษา โรคที่เกี่ยวกับกระดูก ได้เป็นอย่างดี เช่น เรื่องโรคเก๊าท์รูมาติก รูมาตอยด์ ปวดกระดูก ปวดข้อต่อต่างๆในร่างกาย ปวดเมื่อตามร่างกาย และอาการกระดูกทับเส้นประสาท

ยาเกร็กซีเป็นยาสมุนไพรจาก อ.ทศพร ตาทิพย์ที่มีความโด่งดังเรื่อง ยาสมุนไพรเกร็กคู ที่มีสรรพคุณหลากหลาย และผู้ใช้ได้รับผลประโยชน์กันทุกคน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> ยาเกร็กซี <<

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

มือชาและนิ้วล๊อค ที่คนทำงานมักจะเจออาการแบบนี้

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีผู้เข้ามาขอความเห็นจากแพทย์ทางกระดูกและข้อ เพราะว่าความผิดปกติที่เกิดกับมือ และต้องเข้ารับการฟื้นฟู ทำกายภาพบำบัดจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหญิงและชาย ที่พบเป็นประจำได้แก่ อาการมือชาจนสิ้นแรงหยิบจับอะไรแทบไม่ได้ และอาการของนิ้วล็อค คือนิ้วบางนิ้วแข็งเกร็งขยับแทบไม่ได้ เมื่องอ หรือเหยียดนิ้วออกแล้วจะปวดร้าวมาก

เมื่อถามประวัติแต่ละคนก็ได้คำตอบใกล้เคียง กันคือ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นประจำ บางคนมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ พนักงานบัญชี นอกเหนือไปจากนั้นก็ได้แก่ หนุ่มๆ นักกอล์ฟ กลุ่มสาวๆ พนักงานนวด (แผนไทย) คนทำงานตามโรงงาน ที่ต้องใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ พ่อครัวที่ต้องสับเนื้อหั่นผักตลอดเวลา กระทั่งแม่บ้านที่ทำงานซักผ้า ถูบ้านต้องออกแรงบิดผ้าสม่ำเสมอ

เรามาดูกันดีกว่าครับว่าอาการผิดปกติเหล่านี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากใครที่กำลังเริ่มเป็นจะได้ไหวตัวทัน และไปรับการเยียวยารักษาก่อนอาการจะเป็นมากขึ้นนะครับ

โรคมือชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ

โรคมือชานี้ เกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาดผ่านแถวข้อมือถูกกดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือ เพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านโซนข้อมือ และลอดผ่านเอ็นที่ยึดที่ข้อมือ อาจมีต้นเหตุบางประการ ที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชา ร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นหมดแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลง เมื่อเปรียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี

อะไรบ้างที่เป็นต้นเหตุ…

สิ่งใดก็ตามที่เป็นเหตุทำให้เกิดการบวม และการระคายของเยื่อบุข้อที่อยู่รอบๆ เส้นเอ็น ทำให้เส้นประสาทถูกกด เช่น เกิดการกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่นใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (ไขข้ออักเสบ) คนที่เป็นเบาหวาน ในผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน

ถ้ามีอาการเริ่มแรกต่อไปนี้ ควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

• มีอาการชา และรู้สึกซ่าในบริเวณมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการมักจะเกิดในเวลาค่ำ ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับท่าทางในการนอน และหลังจากการใช้มือข้างนั้นๆ

• การรับความรู้สึกที่บริเวณนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนางลดลง ทำให้หยิบจับของไม่ถนัด

• มีอาการรู้สึกแปล๊บๆ หรือคล้ายกับไฟฟ้าช็อต เมื่อทำการเคาะลงตรงข้อมือ ในแถวที่มีเส้นประสาททอดผ่าน อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น ในคนที่งอมือเข้าหาท้องแขนเป็นเวลา 1 นาที ถ้าเส้นประสาทนี้ถูกกดทับเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือแฟบลง

การเยียวยารักษา

ถ้ามีอาการเพียงนิดหน่อย อาจจะใช้วิธีการเยียวยาโดยวิธีดังต่อไปนี้

• ใส่เครื่องพยุงข้อมือในช่วงเวลากลางคืน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ข้อมืองอเวลานอน และช่วยให้เยื่อบุข้อมือ และเส้นเอ็นที่อักเสบยุบจากอาการบวม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ

• รับประทานยาลดการอักเสบ

• ถ้าอาการเป็นมากขึ้น แพทย์อาจจะแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์ เข้าไปในบริเวณที่เส้นประสาททอดผ่าน ซึ่งยานี้จะแพร่กระจายไปยังบริเวณเยื่อบุผิวข้อ และเส้นเอ็นที่มีการอักเสบ และบวม ทำให้อาการบวมยุบลง การกดเส้นประสาทก็น้อยลง ปริมาณของยาที่ใช้ฉีดไม่มากนักและไม่มีอันตรายที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้จะได้ผลดี ในกรณีที่เส้นประสาทไม่ถูกกดทับมากนัก ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยตัดเอาส่วนของพังผืด เส้นเอ็นในส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก หลังผ่าตัดอาการก็จะดีขึ้น อาการปวดลดลง อาการชาลดลง แต่อาจไม่ถึงกับหายสนิทยังจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง

**หากคุณมีอาการเหล่านี้ ทางเราแนะนำยาสมุนไพรจีนจากธรรมชาติที่สามารถช่วยในเรื่อง โรคเก๊าท์ โรครูมาติก รูมาตอยด์และโรคที่เกี่ยวกับกระดูได้เป็นอย่างดี คือ ยาเกร็กซี ครับ

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

กรคยูริคคืออะไร?

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

โรคเก๊าท์ เกิดจากภาวะที่กรดยูริคในเลือดมีปริมาณสูงเกินไป เกินกว่าที่จะสามารถอยู่ในเลือดในรูปสารละลายได้ จึงมีการตกตะกอนสะสมอยู่ตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในที่ที่มีอากาศเย็นกว่าบริเวณอื่น  เช่น ตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ หรือ ตามศอก นิ้ว ติ่งหู ตาตุ่ม หลังเท้าทำให้เกิดปุ้มก้อนเกิดขึ้น

อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย ( 0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

1.นมและผลิตภัณฑ์จากนม

2.ไข่

3.ธัญญพืชต่าง ๆ

4.ผักต่าง ๆ

5.ผลไม้ต่าง ๆ

6.น้ำตาล
7.ผลไม้เปลือกแข็ง(ทุกชนิด)

8.ไขมัน

อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (50-150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

1.เนื้อหมู

2.เนื้อวัว

3.ปลากระพงแดง

4.ปลาหมึก

5.ปู

6.ถั่วลิสง

7.ใบขี้เหล็ก

8.สะตอ

9.ข้าวโอ๊ต

10.ผักโขม

11.เมล็ดถั่วลันเตา

12.หน่อไม้

อาหารที่มีพิวรีนสูง (150 มิลลิกรัมขึ้นไป) * อาหารที่ควรงด

1.หัวใจ ไก่

2.ไข่ปลา

3.ตับไก่

4.มันสมองวัว

5.กึ๋นไก่

6.หอย

7.เซ่งจี้(หมู)

8.ห่าน

9.ตับหมู

10.น้ำต้มกระดูก

11.ปลาดุก

12.ยีสต์

13.เนื้อไก่,เป็ด

14.ซุปก้อน

15.กุ้งชีแฮ้

16.น้ำซุปต่าง ๆ

17.น้ำสกัดเนื้อ

18.ปลาไส้ตัน

19.ถั่วดำ

20.ปลาขนาดเล็ก

21.ถั่วแดง

22.เห็ด

23.ถั่วเขียว

24.กระถิน

25.ถั่วเหลือง

26.ตับอ่อน

27.ชะอม

28.ปลาอินทรีย์

29.กะปิ

30.ปลาซาดีนกระป๋อง

**ยาสมุนไพรแนะนำ**

ยาเกร็กซี่ มีสรรพคุณ รักษาบรรเทา โรคเก๊าท์ รูมาติก รูมาตอยด์ ได้เป็นอย่างดี

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

โรคเก๊าท์ อาการและสาเหตุ

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

โรคเก๊าท์ (Gout)
โรคเก๊าท์เป็นอาการที่เกิดจากภาวะกรดยูริคในเลือดมีปริมาณที่สูงเกินกว่าการอยู่ในรูปของสารละลาย
ในเลือดได้ จึงเกิดการตกผลึกสะสมอยู่ในข้อหรือเนื้อเยื่อรอบๆข้อ โดยเฉพาะในส่วนที่สัมผัสอากาศเย็นกว่า
บริเวณอื่น  เช่น ตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ หรือ ตามศอก นิ้ว ติ่งหู ตาตุ่ม หลังเท้า ทำให้เกิดปุ้มก้อนเกิดขึ้น(tophus)

สาเหตุของโรคเก๊าท์
สาเหตุของโรคเก๊าท์ เกิดจากประสิทธิภาพของไตในการขับกรดยูริคออกจากร่างกายไม่ดี
ร่างกายจึงมีการสะสมของกรดยูริค เป็นเวลานาน โดยเฉลี่ยมากกว่า20ปีขึ้นไป
สำหรับผู้ชาย ระดับกรดยูริคจะสูงตั้งแต่ในช่วงวัยรุ่น แต่ผู้หญิงด้วยฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศ จะทำให้กรดยูริคไม่สูง แต่จะสูงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนแล้ว ระดับกรดยูริคที่สูงจะไม่ทำให้เกิดอาการ แต่จะสะสมตะกอน
ไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีอาการทางข้อเมื่อกรดยูริคในเลือดสูง

เพศชาย ระดับกรดยูริคในเลือดไม่เกิน 7 มิลลิกรัม ในเลือด 100 มิลลิลิตร(1 เดซิลิตร)
เพศหญิง ระดับกรดยูริคในเลือดไม่เกิน 6 มิลลิกรัม ในเลือด 100 มิลลิลิตร(1 เดซิลิตร)

อาการของโรคเก๊าท์
อาการของโรคเก๊าท์ที่สำคัญคือ ข้ออักเสบ มักเกิดที่บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า เป็นต้น
โดยข้อที่อักเสบ จะบวม แดง ร้อน และปวดมาก ชัดเจน
(ถ้าข้อที่ปวด ไม่บวม แดง ร้อน หรือมีอาการไม่ชัดเจนให้คิดไว้ก่อนว่าไม่ใช่โรคเก๊าท์)
โดยมากมักเป็นข้อเดียวและมีอาการอักเสบอยู่ประมาณ 5-7 วัน อาการจะค่อยๆ ทุเลาไปได้เอง จนหายสนิท
ระหว่างที่ไม่มีอาการ จะไม่มีความผิดปกติใดๆ  ให้เห็น แล้วเมื่อข้ออักเสบขึ้นใหม่ จะมีอาการเช่นเดิมอีก
อาการจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอาการข้ออักเสบจะเป็นมากขึ้น หลายข้อมากขึ้น
เป็นนานและรุนแรงขึ้น รวมทั้งเกิดปุ่มก้อนของยูริค(tophus) สะสมมากขึ้น ผู้ป่วยระยะนี้มักมีไตวายร่วมด้วย
ถ้าเป็นโรคเก๊าท์นานๆ จะทำให้ข้อบิดเบี้ยวได้

การรักษาโรคเก๊าท์
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แบ่งการรักษาโรคเก๊าท์ออกเป็น 2 ช่วง
ช่วงแรกผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะได้ยาลดการอักเสบของข้อก่อน โดยได้ยา colchicine หรือ ยาแก้ปวด ลดการอักเสบ
หรือใช้ร่วมกัน เพื่อลดอาการปวดข้อและอักเสบ ยา colchicine โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ ไม่เกินวันละ 4 เม็ด
โดยกินยาทุก 4 ชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด

ในบางประเทศแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์กิน colchicine ทุก 1 ชั่วโมงจนหายปวดหรือจนเกิดผลข้างเคียง
คือท้องเสีย นั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะข้อที่อักเสบของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ไม่เคยหายอักเสบก่อนเกิดอาการท้องเสีย
ดังนั้นผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะท้องเสียทุกรายและมีความรู้สึกไม่ดีต่อการใช้ยานี้ ถ้าการกินยา colchicine ไม่เกิน
4 เม็ดต่อวัน จะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้น้อยมาก

ช่วงต่อมาผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะได้ยาลดกรดยูริค ในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่มีข้ออักเสบมากกว่า 1 ครั้งควรให้ยาลดกรดยูริค
การกินยาดังกล่าวจำเป็นต้องกินยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไปนานหลายปี ทั้งนี้เพื่อลดระดับกรดยูริคในเลือดลง
ทำให้ตะกอนกรดยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกจนหมด ผู้ป่วยจะสามารถหายจากโรคเก๊าท์ได้ แต่ข้อควรระวังคือ

- ยาลดกรดยูริค มีผลข้างเคียงที่แม้จะพบไม่มากแต่สำคัญ คือทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง และลอก
การกินยาไม่สม่ำเสมอ กินๆ หยุดๆ เสี่ยงต่อการแพ้ยามาก ดังนั้นผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่ไม่สามารถจะกินยาสม่ำเสมอได้
ไม่แนะนำให้กินยา
- ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ถูกวินิจฉัยโดยลักษณะอาการทางคลินิค ไม่ได้อาศัยการเจาะตรวจกรดยูริคในเลือด
ดังนั้นผู้ที่เจาะเลือดแล้วมีกรดยูริคสูง ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคเก๊าท์เสมอไป
มีผู้เข้าใจผิดอยู่มาก โดยกินยาลดกรดยูริคเมื่อตรวจพบเพียงแต่กรดยูริคในเลือดสูง แต่ไม่ได้เป็นโรคเก๊าท์
ซึ่งการกินยาจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาได้ (ถ้าไม่มีอาการข้ออักเสบแบบโรคเก๊าท์ ไม่จำเป็นต้องกินยาลดกรดยูริค)

ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ห้ามนวดตรงข้อโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้ข้ออักเสบรุนแรงขึ้น

การรักษาโรคเก๊าท์ด้วยยาสมุนไพรบำรุงไต
เนื่องจากกรดยูริคในเลือดที่สูงกว่าร้อยละ 90 เกิดจากร่างกายผลิตเอง
ทางการแพทย์แผนจีน จึงให้ความสำคัญกับไต ซึ่งทำหน้าที่ขับกรดยูริคออกจากร่างกาย

ดังนั้นความสำคัญของการรักษาโรคเก๊าท์ จึงอยู่ที่การใช้ยาสมุนไพรบำรุงไตให้แข็งแรง
มีศักยภาพในการขับกรดยูริคและปรับสภาพเลือด ให้ผลึกของกรดยูริคที่สะสมตามข้อสามารถละลายออกมา
ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ก็จะหายเป็นปกติได้     ส่วนผู้ที่ไม่เป็นโรคเก๊าท์ แต่ตรวจพบว่ากรดยูริคสูงในเลือดสูง
ก็สามารถรับประทานได้โดยไม่มีอันตราย

**ยาสมุนไพรแนะนำ** ยาสมุนไพรเกร็กซี่ มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเก๊าท์ โรครูมาติก รูมาตอยด์ และแก้เรื่องปวดข้อทั้งร่างกาย รายละเอียดเพิ่มเพิ่มดูได้ที่หนักหลักของเว๊ปไซท์ครับ

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

ยาที่ใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)

Treatment goal : ทุเลาอาการปวด ลดการอักเสบ ปกป้องโครงสร้างของข้อ ช่วยให้ข้อทำหน้าที่ได้ปกติ และควบคุม systemic manifestations
1. NSAIDs
โดยมากจะนิยม COX-2 เพื่อป้องกันการเกิดอาการข้างเคียงต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
1.1)COX-2 selective (prefential) inhibitor ขนาดยาที่ใช้ทั่วไปจะยับยั้ง COX-2 แต่หากใช้ขนาดสูงขึ้นแต่ยังอยู่ใน therapeutic range จะยับยั้ง COX-1 ได้ เช่น nimesulide (Nidol), meloxicam (Mobic)
1.2)COX-2 specific inhibitor มีฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะ COX-2 แม้จะเพิ่มขนาดยาที่ใช้ในการรักษา เช่น rofecoxib (vioxx), cerecoxib (celebrex)

2.DMARD (Disease Modifying Antirheumatic Drug)  ยาชะลอหรือหยุดการรุดหน้าของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
กลไกการออกฤทธิ์ของ DMARD อาจเกี่ยวข้องกับ การลด rheumatoid factor, การลดการสร้าง antibody ยาบางชนิดลดการชุมนุมของเม็ดเลือดขาว, ยับยั้งการทำงานของ mononuclear phagocyte, ลดการเกิด superoxide และ ยับยั้งการหลั่ง lysosome ได้แก่
2.1) Metrotrexate (MTX) เริ่มเห็นผลในการรักษาเร็วคือ 2-6 สัปดาห์ ให้ผลการรักษาสูงสุดใน 6 เดือนแต่ใช้ไปนาน ๆ อาการจะไม่ดีขึ้นกว่าเดิม
ขนาดที่ใช้ในการรักษา 2.5 mg q 12 h ติดต่อกัน 3 ครั้งใน1 สัปดาห์
อาการข้างเคียงจากการใช้ยา ทางเดินอาหารปั่นป่วน ปากเป็นแผล เป็นพิษต่อตับ (การให้ folic acid อาจลดอาการข้างเคียงของยาได้)
หมายเหตุ – ควรเริ่มยาขนาดต่ำในผู้สูงอายุ และห้ามใช้ในผู้ป่วยไตที่ SCr > 2.5 mg/dl
2.2)Hydroxychloroquine
ขนาดที่ใช้ในการรักษา 200 mg tid เมื่ออาการดีขึ้นลดเหลือ 200-400 mg OD
Chloroquine (Phosphate)
ขนาดที่ใช้ในการรักษา 250 mg OD
ยาจะเริ่มเห็นผลช้า 3-6 เดือนและอัตราการตอบสนอง 25-50 % ยาสะสมที่เรตินาและกระจกตา อาจเกิดการทำลายเรตินาอย่างถาวรได้
2.3) Corticosteroid ใช้เพื่อควบคุมการกำเริบของโรคขณะที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง (มีไข้ น้ำหนักตัวลด โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หลอดเลือดอักเสบ เป็นต้น) ใช้เมื่อใช้ metrotrexate , chloroquine ไม่ได้ผลแล้ว โดยใช้ขนาด 5-7.5 mg หรือให้ triamcinolone 10-40 mg ฉีดเข้าข้อ
2.4) Sulfasalazine ยานี้มีประสิทธิภาพสูงกว่า hydroxychloroquine
ขนาดที่ใช้ในการรักษา 500 mg bid สัปดาห์แรก จากนั้นเพิ่มสัปดาห์ละ 500 mg (max 3 g)
2.5) Leflunamide (Arava) เป็นยาใหม่ มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน บรรเทาการอักเสบ ยายับยั้ง dihydro orotate dehydrogenase ซึ่งใช้ในการสังเคราะห์ pyrimidine ทำให้หยุดการเจริญของ lymphocyte ยามี active _meta_bolyte (A77 1726) ค่าครึ่งชีวิต 14 วัน เริ่ม 100 mg x 3 day then 20 mg/day ถ้าทน side effect ไม่ได้ให้ใช้ 10 mg/day ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคตับหรือตั้งครรภ์ (ปัจจุบันไม่จำเป็นต้อง load ก็ได้)
3.Biological response modifiers เป็นยาที่ออกฤทธิ์กับ cytokine หรือสารที่เกี่ยวข้องในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เช่น Etanercept ,Infloximab , Anakinra

*** ทางเราแนะนำยาสมุนไพรจีนเกร็กซี่ สินค้าของเว็ปไซท์เราครับ *** ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ยาเกร็กซี่

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)

โรคปวดข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid)

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 2.0/5 (1 vote cast)

โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคข้อ อักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มักเกิดกับข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อ ๒ ข้างพร้อมกันทำให้ปวดข้อ ข้อแข็ง กำลำบาก เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง  ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง หากปล่อยปละละเลยอาจทำให้ข้อพิการรุนแรงได้

ชื่อภาษาอังกฤษ

Rheumatoid arthritis

ชื่อภาษาไทย

โรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

สาเหตุ

โรคนี้พบว่ามีการอักเสบเรื้อรังของเยื้อบุข้อเกือบทุกแห่งทั่วร่างกายพร้อมๆ กันร่วมกับมีการอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อ เชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง (ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) ทำให้มีการสร้างภูมิต้านทาน(แอนติบอดี) ที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื้อในบริเวณข้อของตัวเองเรียกว่า ปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmune)

อาการ

ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูกนำมาก่อนนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฏให้เห็น

ส่วนน้อยอาจมีอาการของข้ออักเสบเกิดขึ้นฉับพลันภายหลังได้รับบาดเจ็บ เป็นโรคติดเชื้อ หลังผ่านตัด หลังคลอด หรืออารมณ์เครียด ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโตร่วมด้วย

ข้อที่เริ่มมีอาการอักเสบก่อน ได้แก่ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ต่อมาจะเป็นที่ข้อไหล่ ข้อศอก

ผู้ป่วยจะมีลักษณะจำเพาะ คือมีอาการปวดข้อพร้อมกันและคล้ายคลึงกันทั้ง ๒ ข้าง และข้อจะบวมแดงร้อน นิ้วมือนิ้วเท้าจะบวมเหมือนรูปกระสวย ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปทุกข้อทั่วร่างกาย ตั้งแต่ข้อขากรรไกรลงมาที่ต้นคอ ไหปลาร้า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือลงมาจนถึงข้อเท้าและข้อนิ้วเท้า

บางรายอาจมีอาการอักเสบของข้อเพียง ๑ ข้อหรือไม่กี่ข้อ และอาจเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย(ไม่เกิดพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างของร่างกาย ก็ได้)

อาการปวดข้อและข้อเเข็ง (ขยับลำบาก) มักจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนหรือตอนเช้า ทำให้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่อยากตื่นนอน พอสายๆ หรือหลังมีการเคลื่อนไหวของร่างกายจะลุเลา

บางรายอาจมีการปวดข้อตอนกลางคืน จนนอนไม่หลับ

อาการปวดข้อจะเป็นอยู่ทุกวัน และมากขึ้นทุกขณะนานเป็นแรมเดือนแรมปี โดยมีบางระยะอาจทุเลาไปได้เอง แต่จะกลับกำเริบรุนแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะมีความเครียดหรือขณะตั้งครรภ์

ถ้าข้ออักเสบเรื้อรังอยู่หลายปี ข้ออาจจะเเข็งแรงและพิการได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะโลหิตจาง ฝ่ามือแดง มีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาการปวดชาปลายมือจากภาวะเส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น อาการนิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’ s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต ตาอักเสบ หัวใจอักเสบ หลอดเลือดแดงอักเสบ ปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด ไข้ต่ำๆ น้ำหนักลด เป็นต้น

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างหรืออาการปวดข้อเรื้อรังที่ชวนให้สงสัยเป็นโรคนี้

-ตรวจเลือด พบค่าอีเอสอาร์ (ESR หมายถึง อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง) สูงกว่าปกติ อาจตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (rheumatoid factor) สารภูมิต้านทานที่มีชื่อว่า anti-cyclic citrullirated peptide (anti-CCP)

-เอกซเรย์ พบความผิดปกติของข้อและภาวะกระดูกพรุน (asteoporosis)

การแยกโรค

ในรายที่มีอาการปวดตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกนิ้วพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างอาจต้องแยกออกจากโรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเองชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรง และพบมากในผู้หญิงอายุ ๒๐-๕๐ ปี เช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ นอกจากอาการปวดข้อแล้วผู้ป่วยยังมีอาการไข้เรื้อรังนานเป็นแรมเดือน ผมร่วง มีฝ้าแดงขึ้นที่โหนกแก้ม ๒ ข้างคล้ายรูปปีกผีเสื้อ อาจมีอาการซีด ลมพิษ ผื่นคัน จุดแดง หรือบวมทั้งตัวร่วมด้วย

ในรายที่มีข้ออักเสบ (ปวดบวม แดงร้อน) เพียง ๑ ข้อหรือไม่กี่ข้อ ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

-เกาต์ (gout) ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันหลังกินเลี้ยง ดื่มเหล้า หรือกินอาหารที่ทำให้ยูริกในเลือดสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักหรือพืชหน่ออ่อน หรือเนื้อสัตว์ปริมาณมาก) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

-ไข้รูมาติก (rheumatic fever) ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ร่วมกับอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อใหญ่ๆ (เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก) เพียง ๑ ข้อก่อน แล้วย้ายไปที่ข้ออื่นทีละข้อ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี และอาจมีประวัติเป็นไข้และเจ็บคอ (ทอนซิลอักเสบ) นำมาก่อน ๑-๔ สัปดาห์

การรักษา

แพทย์จะให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ เช่น แอสไพริน (ขนาดสูง วันละ ๓-๔ ครั้ง ครั้งละ ๓-๔ เม็ด) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เพื่อลดการอักเสบของข้อและบรรเทาปวด อาจต้องกินติดต่อกันนานเป็นแรมเดือนหรือแรมปี ยานี้อาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะลำไส้ แพทย์อาจให้กินยารักษากระเพาะ เช่น โอมีพราโซล (omeprazole) ควบคู่ด้วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะลำไส้

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่นการประคบด้วยน้ำอุ่นจัดๆ การฝึกายบริหารเป็นต้น

ในรายที่กินยาชนิดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลแพทย์ก็อาจใช้ยาลดการ อักเสบชนิดอื่นๆ เช่น ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) สารเกลือของทอง (gold salt) ยาสตีรอยด์   เมโทเทรกเซต (methiotrexate) ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ไซโคลสปอริน) เป็นต้น

ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์อาจรับตัวผู้ป่วยไว้นอนพักรักษาในโรงพยาบาลนานเป็นสัปดาห์หรือเป็น เดือนและอาจต้องเข้าเฝือกเพื่อให้ข้อที่ปวดได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ในรายที่มีข้อพิการรุนแรง อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

การดูแลตนเอง

เมื่อมีอาการปวดข้อนานเกิน ๒ สัปดาห์ หรือมีอาการปวดบวม แดงร้อน ที่ข้อ (ไม่ว่าข้อใด หรือจำนวนกี่ข้อก็ตาม) ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

-กินยา รักษาทางกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามการรักษากับแพทย์ประจำตามนัดอย่างต่อเนื่อง

-อย่าซื้อยาชุด ยาลูกกลอนกินเอง เพราะอาจมีส่วนผสมของสารสตีรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้(แม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลาหรือหายดี ก็ตาม)

-นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

-ออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ รำมวยจีน ฝึกชี่กง ฝึกกายบริหาร เป็นต้น แต่ว่าถ้าออกกำลังการแล้ว กลับมีอาการปวดข้อมากขึ้น ก็ควรงดและปรึกษาแพทย์ว่าควรออกกำลังการแบบไหนดี

-ประคบข้อที่ปวดด้วยน้ำอุ่นจัดๆ อาบหรือเเช่ในน้ำอุ่นนานครั้งละ ๑๕ นาที

-ถ้ามีความเครียด ให้พักผ่อนโดยหายใจเข้าออกลึกๆ (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) นาน ๑-๒ นาที ทำบ่อยๆ ทุกวัน (อาจทุก ๒-๕ ชั่วโมง) หรือทำสมาธิ หรือ ฝึกเจริญสติ (จิตใจจดจ่อกับการเคลื่อนไหวหรือสมาธิในชีวิตประจำวัน)

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าเป็นรุนแรงและเรื้อรังอาจทำให้ข้อพิการผิดรูปผิดร่าง ใช้การไม่ได้ บางรายอาจมีการผุกกร่อนของกระดูก

ในบ้านเราพบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

การดำเนินโรค

โรคนี้มักเป็นเรื้อรังตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อพิการได้ (ในบ้านเราพบว่าเพียงส่วนน้อยที่อาจมีข้อพิการรุนแรงแทรกซ้อน)

ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และปฎิบัติตัวอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่อาการจะทุเลาได้ หรืออาจหายขาดได้ มีเพียงร้อยละ ๒๐-๓๐ ที่อาจมีอาการรุนแรงที่ต้องใช้ยานอกเหนือจากยากต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์

ความชุก

พบได้ประมาณร้อยละ ๑-๓ ของคนทั่วไป พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ ๔-๕ เท่าและพบมากในช่วงอายุ ๒๐-๕๐ ปี แต่ก็พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย

การป้องกัน

โรคนี้เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน จึงไม่อาจหาวิธีป้องกันไม่ให้เป็น

แต่เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว ควรรับการรักษาและปฏิบัติตัวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบหนัก และเกิดภาวะข้อพิการรุนแรง

ทางเราขอแนะนำยาสมุนไพรเกร็กซี่ ของเว๊ปเราที่มีสรรพคุณรักษาและบรรเทาอาการของโรครูมาตอยด์ได้เป็นอย่างดีครับ!

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 2.0/5 (1 vote cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: +1 (from 1 vote)

สั่งซื้อยาผ่าน LINE!

ยาเกร็กซี Line
กดปุ่มแอดมาคุยได้เลยครับ
Line : A.Sangneth

ตรวจสอบการส่งสินค้า


--> คลิก <<--

คุณสามารถตรวจสอบวันที่เราจัดส่งสินค้า และรหัสติดตามพัสดุได้ที่นี่ ทางเราจัดทำขึ้นมาเพื่อความสบายใจของลูกค้าทุกท่านครับ

ยาตัวอื่นของอ.ทศพร

ยาสมุนไพรเกร็กคู
ยาสมุนไพรเกร็กคู

ยาสมุนไพรเกร็กคู

--------------------------------------

ยาสมุนไพรแพนทูร่า
ยาสมุนไพรแพนทูร่า

ยาสมุนไพรแพนทูร่า

--------------------------------------

ยาสมุนไพรแท็กก้า
ยาสมุนไพรแท็กก้า

ยาสมุนไพรแท็กก้า

Ads

ยาไคลแม็กซ์-climax

น้ำสกัดย่านางโกลด์